“ผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการนักศึกษา” โดย บุญสนอง บุณโยทยาน

“เมื่อขบวนการของนิสิต นักศึกษา นักเรียน กรรมกรและชาวนาสำแดงออกซึ่งพลังในการคัดค้านต่อต้านประเด็นต่าง ๆ แต่ละครั้งมักมีข่าวลืออยู่เสมอว่ามีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังซึ่งเป็นมือที่สามบ้าง เป็นนักการเมืองที่หวังประโยชน์ส่วนตนบ้าง หรือเป็นผู้อยากดัง อยากหาชื่อเสียงให้กับตนเองบ้าง และที่สำคัญคือเป็นคอมมิวนิสต์
แต่ไม่ว่าข่าวลือดังกล่าวนั้นจะมาในกระแสไหน เราพอจะวิเคราะห์ได้ว่าทั้งผู้ที่เผยแพร่ข่าวลือและผู้ยอมรับเอาข่าวลือนั้นมีสมบัติร่วมกันอยู่บางประการอันได้แก่
1.เป็นผู้ไม่สามารถคิดและเชื่อว่าประชาชนวงการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตกอยู่ในภาวะของความบีบคั้นกดขี่ (รวมทั้งอาจต่ำต้อย ยากจน และด้อยการศึกษาในระบบโรงเรียน) จะพัฒนาความสำนึกและรวมพลังกันได้ถ้าไม่มี คนมีปัญญาไปจูงจมูกเขาเหมือนวัวควาย สมบัติประจำตัวอันนี้คือสมบัติของผู้ดูถูกประชาชน
2.เป็นผู้ที่ฝังแน่นอยู่ในระบบศักดินาสวามิภักดิ์ เป็นซากเดน ของความคิดที่ว่าพฤติกรรมทุกอย่างของมนุษย์ที่เป็นบุคคลแต่ละคนก็ดี หรือขบวนการของประชาชนก็ดีจะต้องเป็นพฤติกรรม ที่มีคนสั่งให้ทำเสมอ เพราะมนุษย์ในระบบศักดินาย่อมมีนายคอยบังคับบัญชาบงการให้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง แนวความคิดในระบบศักดินา เป็นแนวความคิดที่เน้นด้านบารมี และอำนาจเหมือนมนุษย์ของบุคคลที่อาจชักจูงให้ปุถุชนหรือชนชั้น “ผู้น้อย” เดินไปทางไหนก็ได้โดยไม่ต้องใช้สมองและปัญญาของตน ซากเดนของความคิดแบบนี้ทำให้คนบางคนเชื่อได้สนิทแน่นว่าบุคคลเพียงคนเดียว สองคนสามารถชักจูงคนนับหมื่นนับแสนให้ทำอะไรเมื่อใดก็ได้
3.เป็นผู้ที่ไม่มีความเข้าใจและประสบการณ์ ทำให้ยอมรับได้ว่า ประชาชนวงการต่าง ๆ พึงมีเหตุผลและความจำเป็นอันใดต้องประท้วงเรียกร้องและต่อสู้เพื่อสถานการณ์ที่ดีกว่าที่เขาเป็นอยู่หรือมีอยู่แล้ว เมื่อประชาชนถูกกดขี่สำแดงออกมาแต่ละคราว เขาก็สรุปเอาอย่างง่ายดายทุครั้งว่าเป็นเพราะ “ผู้อื่น” มีเหตุผลที่จะผลักดันหรือ “ก่อความวุ่นวาย”
ตามความเป็นจริงนั้น เมื่อประชาชนรวมตัวกันเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง ประชาชนได้แสดงความเห็นถึงความเข้าใจ ความไม่พอใจ และความสามารถพร้อมเพรียงกันในการยืนหยัดต่อสู้อย่างมีระบบมีวินัยเป็นส่วนใหญ่ เช่น เมื่อต้นเดือน กรกฎาคม 2517 คราวที่กรรมกรทอผ้าหลายหมื่นคนนัดไปประชุมเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มที่สนามหลวง โดยนั่งประชุมเรียกร้องอยู่ถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน แม้ว่านิสิตนักศึกษาจะถูกกล่าวหามากมายว่าเป็นผู้ไปยุยงส่งเสริมและชักนำกรรมกร แต่ผู้สังเกตการณ์ที่มีความเที่ยงธรรมย่อมจะเห็นได้ว่านิสิตนักศึกษารวมทั้งนักเรียนและประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เช่น สหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และ ปช.ปช. เป็นต้น มีบทบาทอย่างมากก็เพียงผู้ให้กำลังใจและคอยบริการรับใช้กรรมกร คือคอยแจกข้าวห่อหรือจัดโต๊ะเก้าอี้ให้แค่นั้น การทำงานสำคัญเช่น ตั้งข้อเรียกร้องและต่อรองกับนายจ้างและรัฐบาล เป็นสิ่งที่กรรมกรและผู้นำกรรมกร (ซึ่งมีจำนวนหลายสิบคน) เป็นผู้กระทำทั้งสิ้น และตัดสินใจซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่จะเรียกร้องหรือไม่ จะหยุดงานไหมจะไปชุมนุมที่สนามหลวงไหมสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าใครคิดว่านายธีรยุทธ หรือนายป๋วย หรือนายเสกสรร หรือสิบนายธีรยุทธ หรือสิบนายป๋วย สิบนายเสกสรร จะไปชักจูงโน้มน้าวให้กรรมกรตัดสิน ตรงกันข้ามกับที่เขาต้องการทำและต้องการทำอยู่แล้ว ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่าเพ้อฝันมัวเมาอยู่กับสิทธิ “จิตนิยม” หรือลัทธิคิดเอาเองอย่างแน่นอน
ลัทธิจิตนิยมคิดเอาเองตามสะดวก หรือสรุปเอาตามความรู้สึกและความเคยชินนั้นมีมากในหมู่ขุนนางข้าราชการและนายทุนศักดินา อย่างเช่น เมื่อนักเรียนนักศึกษาประชาชนหลายหมื่นคนประชุมต่อต้านรัฐธรรมนูญที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยระหว่างวันที่ 19-21 กันยายน 2517 นั้น ปรากฏมีรายงานลับเสนอไปยัง กอ.ปค. (ก.อ.รมน.) กล่าวอ้างว่ามีอาจารย์มหาวิทยาลัยไปนั่ง “บงการ” อยู่ที่ร้านกาแฟในโรงแรมข้างอนุสาวรีย์แห่งนั้น ข่าวนี้เป็นข่าวลับ แต่เมื่อผู้ใดบังเอิญได้ยินได้ฟังเข้า ถ้าผู้นั้นมีใจเป็นธรรมและความสามารถพอประมาณที่จะใช้เหตุใช้ผลก็น่าจะสงสัยได้ว่าถ้ามีอาจารย์มหาวิทยาลัยไปนั่งอยู่ในร้านกาแฟซึ่งแน่ชัดไปด้วยแขกเหรื่ออย่างนั้นไฉนผู้รายงานดังนี้จึงจะสรุปเอาได้ง่าย ๆ ว่าอาจารย์เหล่านั้นไป “บงการ” ใครอยู่ และที่สำคัญยิ่งก็คือประชาชนหลายหมื่นคนที่ที่อนุสาวรีย์นั้นเป็นสัตว์เลี้ยงประเภทไหน จึงยอมให้ใครบงการเขาเอาได้ เหตุไฉนผู้รายงานจึงไม่มีความสามารถประเมินดูเอาเองว่าทั้งคนพูด คนฟัง คนร่วมชุมนุมที่ตบมือโห่ร้องประเด็นต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญนั้น เขามีเหตุผลและความคับแค้นใจอันใดบ้างหรือไม่ และสิ่งที่เขาเรียกร้องต่อต้านนั้นมันเหลือวิสัยของมนุษย์ผู้มีมันสมอง (แม้แต่ขนาดทื่อๆ) จะเข้าใจหรือตัดสินใจได้เองกระนั้นหรือ
การสรุปลงความเห็นว่าผู้นั้นผู้นี้ “อยู่เบื้องหลัง” ขบวนการของนักศึกษาและประชาชน ถ้าผู้สรุปและรายงานมีหน้าที่ราชการกินเงินเดือนที่เป็นภาษีอากรของราษฎรอยู่ก็น่าจะถือได้ว่าเป็นการเขียนรายงานเท็จ มีพฤติกรรมคดโกงในการปฏิบัติงานผลของการทำงานลึกลับเช่นนี้ ได้ก่อให้เกิดปัญหาแก่ประชาชน และชาติบ้านเมืองมามากและนานเต็มทีแล้ว ผู้คนธรรมดาถูกจับกุมคุมขังด้วยข้อหาและข้อสงสัยต่าง ๆ นับไม่ถ้วนเป็นที่เอือมระอาและคุมแค้นของคนทั่วไป
ถ้าผู้พูดหรือผู้เขียนเป็นคนนอกระบบราชการ ก็จะต้องถือได้ว่าเป็นคนหูเบา เป็นบ่างช่างยุ หรือมิฉะนั้นก็เป็นผู้มีเจตนาก่อกวนความสงบและต่อต้านขัดขวางการเปลี่ยนแปลงโดยสันติวิธี ทำตัวเป็นเครื่องมือ หรือผู้รับใช้ของผู้มีผลประโยชน์ในทางอำนาจ
ปัจจุบันนี้ประชาชนไทยจำนวนมหาศาลที่ตื่นตัวตื่นใจต่อความเลวร้าย และกลอุบายต่างๆ ที่ผู้ใช้ข่มขู่หรือบังคับประชาชนมาเป็นเวลานานแล้ว จึงควรจะหมดสมัยเสียทีที่จะพากันหลงเชื่ออยู่อีกต่อไปว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการประชาชนนั้นมันเกิดขึ้นเฉพาะฝีมือของบุคคลเพียงบางคนหรือเป็นเพราะผู้นำประชาชนบงการต่างๆ ที่ประชาชนมีอยู่ต่างหาก
ถ้าผู้ใดหรือรัฐบาลใดต้องการตอบสนองต่อขบวนการนักศึกษาและประชาชน ผู้นั้นหรือรัฐบาลนั้นจำต้องการตอบสนองต่อขบวนการนักศึกษาและประชาชน ผู้นั้นหรือรัฐบาลนั้นจึงจำต้องตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนมิใช่ต่อบุคคลใดหรือกลุ่มใด มิฉะนั้นนอกจากจะมิใช่ทางแก้ปัญหาอันใดแล้วยังจักเป็นชนวนขยายขอบเขตของปัญหาทั้งหลายแหล่ต่อไปไม่มีสิ้นสุด”
บุญสนอง บุณโยทยาน, “ผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการนักศึกษา”, สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปีที่ 10 ฉบับที่ 12 ตุลาคม 2517

FB Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล

Related Posts